พุทธศาสนา กับ ไสยศาสตร์?
posted on 06 Sep 2009 13:36 by a-an-the(เนื่องจากอาจารย์ให้ฟังบรรยายธรรมมะแล้วให้สรุปเป็นบทความ จึงอยากทำมาแบ่งปันให้เพื่อนๆอ่านด้วย)

โลกาภิวัฒน์พุทธศาสนากับไสยศาสตร์ในอนาคต
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันธรรมะกับไสยศาสตร์ล้วนถูกโยงมาเกี่ยวข้องกันทั้งสิ้น เช่นการบวชนาค การทำบุญบ้านใหม่ การแต่งงาน การขอขมาสิ่งที่เรามองไม่เห็น เช่นการไหว้พระแม่ธรณี ในการทำนาก็ต้องไหว้พระแม่โพสพ ทั้งการสะเดาะเคราะห์ ดูดวง ปัดรังควาญ การบนบานศาลกล่าว รวมไปถึงพิธีแก้ของทางไสยศาสตร์อีกด้วย เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่าพุทธศาสนากับไสยศาสตร์เกี่ยวข้องกัน มาตั้งแต่สมัยโบราณอย่างแน่แท้
การสนทนาธรรมครั้งนี้ มีพระวิทยากร จากทีมงานธรรมะเดลิเวอร์รี่ และ อ.เสือ เข็มเทวดาเป็นผู้ให้ความรู้กับผู้ที่เข้าฟังในครั้งนี้ประเด็นที่ยกเอามาอภิปรายนั้นคือการสักยันต์ เหตุใดท่านจึงเน้นเรื่องนี้ ข้าพเจ้าก็ไม่แน่ใจนัก การจะเป็นเพราะว่าวัยรุ่นในปัจจุบันนิยมชมชอบ เห็นดีเห็นงามกับการสักยันต์ ก็เป็นได้ ทำให้เกิดคำถามในใจว่า “สักไปเพื่ออะไร สักทำไม สักแล้วสามารถคุ้มภัยให้เราได้จริงหรือ?" ฟันแทงไม่เข้า ยิงไม่ออกจริงหรือ หากสักยันต์แล้วยังระรานหาเรื่องชาวบ้านไปทั่ว ยันต์ที่สักจากพระอาจารย์ที่ว่าเก่งกาจนั้นจะช่วยได้อย่างไร หรือแท้จริงแล้วคือกุศโลบายเพื่อเป็นการยึดเหนี่ยวจิตใจ ทำให้คนประพฤติตัวดี ทำแต่สิ่งดีๆ เพราะเกรงกลัวต่อสิ่งที่ตนนับถือกันแน่ อีกประเด็นที่ละทิ้งไม่ได้คือ การทำไสยศาสตร์ ซึ่งยังคงมีความเชื่ออยู่มากในปัจจุบันและบ่อยครั้งที่เป็นช่องทางให้มิจฉาชีพล่อลวงชาวบ้านให้หลงเชื่อแต่ถ้าจะพูดถึงประเด็นที่ว่าไสยศาสตร์เป็นบาปทั้งหมดหรือไม่ ข้าพเจ้าคิดว่าไม่ทั้งหมดเพราะอย่างที่ได้ยินมาจะมีการแบ่งฝ่ายเรียกว่า มารขาวและมารดำ คือมารดำจะเป็นผู้ที่ทำของใส่ ทำเสน่ห์หรือการปองร้ายต่างๆ แต่มารขาวจะเป็นผู้แก้สิ่งร้ายๆต่างๆที่มารดำได้ทำไว้ เช่นนั้นแล้วข้าพเจ้าคิดว่าหากไสยศาสตร์สามารถทำได้จริงก็ต้องมีผู้แก้ไขได้ด้วยเช่นกัน อีกทั้งความเชื่อในสมัยก่อนเช่น พิธีการตัดไม้ข่มนาม เป็นพิธีการทำไสยศาสตร์ ทำเพื่อให้ ศัตรูพ่ายแพ้หรือ เสียชีวิต แต่การทำเช่นนี้ของนักรบสมัยก่อน ถือว่าเป็นการทำบาป แต่ ต้องทำเพื่อชาติบ้านเมือง ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แบบเช่น เสน่ห์ยาแฝดที่ทำเพื่อบังคับจิตใจ ให้ผู้อื่นมาหลงรัก เป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่บาปอย่างแน่นอน
อีกทั้งสื่อภาพยนต์ก็ประโคมข่าวด้วยการทำเนื้อเรื่องเกี่ยวกับการสักยันต์และไสยศาสตร์ไว้มากมาย เช่น คนเล่นของ จอมขมังเวทย์ ลองของ อาถรรพ์แก้บนผี ฯลฯ ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าก็มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะตอกย้ำความคิดของคนทั่วไปว่า มันอาจจะมีจริงก็ได้นะ? อาจจะมีเค้าโครงบ้างแหล่ะ? จากที่ไม่เคยสนใจก็อาจจะเป็นประเด็นหลักไปเลยก็ได้
หากจะถามว่าความเชื่อเหล่านี้มามาตั้งแต่เมื่อไหร่ มีจริงหรือ พระอาจารย์ที่บรรยายได้บอกว่า
ในบันทึกทางพระพุทธศาสนาไม่เคยปรากฏเรื่องการทำ เสน่ห์ พิธีตัดไม้ข่มนาม หรือทำคุณไสย เพื่อฆ่ากัน พระอาจารย์ กล่าวแต่เพียงว่า มีแต่การหายตัวและเหาะเหินเดินอากาศเท่านั้น ซึ่งผู้ที่จะสามารถทำได้ต้องเป็นพระอรหันต์ที่บำเพ็ญเพียรมานานและเคร่งครัดเป็นอย่างมากเท่านั้น ถึงจะสามารถเหาะเหินได้
ข้าพเจ้าไม่ทราบแน่ชัดในเรื่องของบาปบุญคุณโทษ ไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่ ผลที่ตามมาจากบาปจะเป็นอย่างที่เคยถูกสั่งสอนมาหรือไม่ รู้ก็แต่สัจธรรมที่ว่าคนเราตายไปไม่สามารถเอาอะไรติดตัวไปได้เลยแม้แต่ร่างกายก็ต้องเน่าเปื่อยกลายเป็นเถ้าธุลีและอยู่บนโลกนี้ต่อไป ตามความเชื่อของศาสนาคริสต์ที่ข้าพเจ้านับถือนั้นเมื่อตายไป ถือเป็นความสิ้นสุดไม่มีชาติที่แล้วไม่มีชาติหน้า เมื่อสิ้นสุดในชาตินี้จะต้องไปเข้าเฝ้าต่อพระพักตร์ของพระผู้เป็นเจ้า และต้องถูกพิพากษาในสิ่งที่เคยประทำมาทั้งหมด หากนนับถือพระเจ้าด้วยจิตใจ ไม่ทำผิดบาปอีกเป็นครั้งที่สองท่านจะได้ไปสวรรค์แต่หากท่านนับถือศาสนาเพียงเปลือกนอกท่านจะต้องตกนรกชั่วกับชั่วกัลป์ แต่ข้าพเจ้าคิดในแง่ของความเป็นมนุษย์ที่ไร้ศาสนาและการครอบงำทั้งปวงว่า สิ่งที่เราทำตอนยังมีชีวิตอยู่ต่างหากที่เป็นตัวชี้วัดคุณค่าและความหมายของชีวิต ตอนที่ยังมีชีวิตนี่แหล่ะที่ท่านจะถูกพิพากษาจากคนร่วมโลก ฉะนั้นไม่ว่าความเชื่อในศาสนาใดๆก็ตามล้วนบอกท่านถึงจุดจบของคนชั่วไว้ทั้งสิ้นเช่นเดียวกับศาสนาพุทธที่กล่าวถึงการสร้างกรรมและการชดใช้กรรม
พุทธศาสนาและไสยศาสตร์ ยังคงเป็นเรื่องที่พบเห็นอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย แม้จะยังไม่มีข้อพิสูจน์ใดๆก็ตามถึงการมีอยู่และความเป็นจริงของมันแต่เราไม่ควรยึดติดและงมงายจนมากเกินไปนัก เพราะแท้จริงเราก็รู้ดีว่าถ้าเราเป็นคนดี ผลที่ตามมาย่อมเป็นเรื่องที่ดีงามแน่นอน และหากทำความชั่วผลของการกระทำก็ย้อนกลับมาหาอย่างแน่แท้ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ไม่ว่าพุทธศาสนากับไสยศาสตร์จะมีความเกี่ยวข้องกันมากแค่ไหนก็ตามแต่เพียงเรารู้ตัวมีสติว่า กำลังทำอะไร ทำเพื่ออะไรและเกิดผลอย่างไรตามมา เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ข้าพเจ้าเชื่อเช่นนั้น
ขอบคุณภาพจากเรื่อง ลองของ1
ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าสอนให้เชื่ออย่างมีเหตุผลแท้ๆ
ผมว่าพระพุทธองค์สอนเพียงแค่หลักในการดำเนินชีวิต ส่วนเรื่องอื่นๆเหล่าสาวกก็มาเติมแต่งกันเองให้ดูน่าศรัทธา
ปล.ผมจะตกนรกไหมครับเนี้ย
#1 By กัณฐ์ on 2009-09-06 14:16